วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2558

นกหงส์หยก

นกหงส์หยก


นกหงส์หยก (อังกฤษ: Budgerigar; ชื่อวิทยาศาสตร์: Melopsittacus undulatus) เป็นนกปากขอขนาดเล็กชนิดหนึ่ง ที่มีลวดลายและสีสันที่สวยงาม ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของนกหงส์หยกอยู่ตามแถบทุ่งหญ้าในประเทศออสเตรเลีย มีชื่อเรียกเล่น ๆ ว่า "บั๊ดจี้" (Budgie) หรือ "พาราคีท" (Parakeet) ครั้งหนึ่ง ผู้คนทั่วไปเคยเข้าใจว่านกหงส์หยกเป็นนกที่อยู่ในจำพวกนกเลิฟเบิร์ด แต่ในปัจจุบันได้ยอมรับกันแล้วว่าเป็นนกคนละจำพวกกัน โดยผู้ที่ทำการอนุกรมวิธาน คือ นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ จอห์น กูลด์ ที่เข้าไปศึกษาธรรมชาติวิทยาที่ออสเตรเลียเมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว  โดยถือเป็นนกเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสกุลMelopsittacus
โดยทั่วไปแล้วสีตามธรรมชาติ นกหงส์หยกมักมีขนสีเขียว, ฟ้า, เหลือง และขาว แต่ปัจจุบันได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ให้มีความหลากหลายออกไปจากสีดั้งเดิมตามธรรมชาติในฐานะของการเป็นสัตว์เลี้ยง โดยมีชื่อเรียกต่าง ๆ กันตามลักษณะ อาทิ "โอแพล์ลิน", "อัลบิโนส์" และ"ลูติโนส์


ปัจจุบัน นกหงส์หยกเป็นนกที่ได้รับความนิยมอย่างมากในฐานะเป็นสัตว์เลี้ยง จัดเป็นนกที่เลี้ยงง่ายเพาะขยายพันธุ์ได้ง่าย มีราคาถูก ซึ่งปัจจุบันได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ต่าง ๆ จนมีสีสันและลวดลายต่าง ๆ สวยงามกว่าในธรรมชาติ โดยพฤติกรรมตามธรรมชาติ นกหงส์หยกจะอยู่รวมกันเป็นฝูง ดังนั้นถ้าเลี้ยงรวมในกรงใหญ่ นกจะมีปฏิสัมพันธ์กันเอง แต่ถ้าเลี้ยงเพียงตัวเดียวหรือคู่เดียว ก็ควรมีของเล่นต่าง ๆ ให้ หรือกระจกสำหรับส่องเพื่อที่นกจะเข้าใจว่ามีตัวอื่นอยู่ร่วมด้วย และใช้สำหรับส่องเพื่อไซ้แต่งขน อาหารหลักของนกหงส์หยก คือ ข้าวฟ่าง, ผักใบเขียวชนิดต่าง ๆ และอาจให้แร่ธาตุเสริม คือ แคลเซียม จากลิ้นทะเลหรือกระดองปลาหมึกด้วย
สถานที่เลี้ยงควรเป็นที่โปร่ง อากาศถ่ายเทได้ดี ผู้เลี้ยงควรที่จะฉีดสเปรย์น้ำเพื่อที่จะทำความสะอาดนกด้วย การจำแนกเพศของนกหงส์หยก สังเกตได้ที่จมูก ในนกตัวผู้เมื่อเจริญเต็มที่หรือพร้อมที่จะผสมพันธุ์ จะเป็นสีฟ้าเข้ม และในนกตัวเมียนั้นจมูกของนกเมื่อเจริญเต็มที่หรือพร้อมที่จะผสมพันธุ์ จมูกของนกจะมีสีออกเป็นสีเนื้อหรือสีน้ำตาลเข้ม สีดังกล่าวจะเข้มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่ออยู่ในฤดูผสมพันธุ์ นกหงส์หยกจะจับคู่เมื่อมันพร้อมที่จะผสมพันธุ์ โดยสังเกตได้จากนกจะอยู่กันเป็นคู่ ไซ้ขนให้กัน และคอยป้อนอาหารให้กันโดยเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุได้ราว 11 เดือน หรือ 1 ปี วางไข่ครั้งละ 4-8 ฟอง ระยะฟักตัวประมาณ 18-20 วัน ลูกนกจะโผล่พ้นรังเมื่ออายุได้ 4-5 สัปดาห์


   นกหงส์หยกเป็นนกเร่ร่อนพบในที่อยู่อาศัยแบบเปิด ส่วนใหญ่ในทุ่งไม้พุ่ม บริเวณที่เป็นป่าเปิด และทุ่งหญ้าของออสเตรเลีย นกที่พบตามปกติจะอยู่ในฝูงขนาดเล็ก แต่สามารถอยู่ร่วมกันในฝูงที่ใหญ่มากในกรณีที่ถิ่นที่อยู่ดีมาก    จำนวนตั้งแต่หลักหมื่นถึงล้านตัว จึงเป็นนกที่มีการเร่ร่อนมาก และการเคลื่อนย้ายจะเป็นไปตามความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหารและน้ำ เป็นนกที่ใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเกี้ยวพาราสีและแลกเปลี่ยนกันถึงสถานที่ ๆ มี     แหล่งอาหาร โดยขณะที่รวมตัวกันจำนวนมากนั้น อาจถูกนกนักเหยื่อ เช่น เหยี่ยว ล่าเป็นอาหารได้ แต่นกหงส์หยกก็มีวิธีการบินหลบเลี่ยงที่ดี และสามารถบินลงไปดื่มน้ำได้ขณะที่บินหนีได้อีกด้วย ด้วยการทิ้งตัวดิ่งลงมาคล้ายก้อนหิน














อ้างอิง : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%8C%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%81

วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2558

นกแขกเต้า

นกแขกเต้า


        นกแขกเต้า (อังกฤษRed-breasted parakeet) เป็นนกแก้วชนิดหนึ่ง ถือว่าเป็นนกประจำถิ่นที่พบได้ทุกภาคของประเทศไทยยกเว้นเฉพาะภาคใต้เท่านั้นที่ไม่พบ

ลักษณะ

นกชนิดนี้มีลำตัวขนาด 35 เซนติเมตร หัวใหญ่ คอสั้น หางยาวแหลม ขนปกคลุมลำตัวสีสันสดใสตัวผู้ลำตัวด้านบนสีเขียว ลำตัวด้านล่างมีสีเขียวอ่อนอมฟ้า บริเวณอกสีชมพูแก้มส้ม หัวสีม่วงแกมเทาหน้าผากมีแถบสีดำคาดไปจรดตาทั้งสองข้าง และมีแถบสีดำลากจากโคนปากไปถึงแก้ม จะงอยปากบนสีแดงสด จะงอยปากล่างสีดำ ส่วนตัวเมียต่างจากตัวผู้ตรงที่หัวเป็นสีน้ำเงินแกมเทาจะงอยปากบนสีดำสนิท

การกระจายพันธุ์และถิ่นอาศัย

นกแขกเต้าพบได้ในประเทศอินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา และ เวียดนาม ในประเทศไทยพบได้ทั่วไปทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ที่พบน้อยมากอาศัยอยู่ในป่าโปร่ง ตั้งแต่พื้นราบไปจนถึงระดับความสูง 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล

พฤติกรรม

อาหารของนกแขกเต้าได้แก่ เมล็ดพืช ลูกไม้ป่า ผลไม้ ยอดไม้ และ น้ำต้อย ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ หากินอยู่บนต้นไม้ นกแขกเต้าวางไข่ครั้งละ 3-4 ฟอง มีระยะฟักไข่นาน 28 วัน


นกกระตั้ว

นกกระตั้ว


           นกกระตั้ว หรือ นกคอกคาทู (อังกฤษCockatoo) เป็นนกประเภทปากคีม มีหลายสกุล ส่วนมากจะมีสีขาว บางชนิดมีสีเหลืองอ่อนแซมเล็กน้อย มีหงอน มีลิ้นและสามารถสอนให้เลียนเสียงได้เหมือนนกแก้ว โดยที่ชื่อสามัญที่ว่า "Cockatoo" เป็นภาษามาเลย์แปลว่า "คีมใหญ่" พบในแถบอินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, นิวกินี, หมู่เกาะโซโลมอน และ ออสเตรเลีย ชนิดที่มนุษย์จับมาเลี้ยงนั้นมีราคาสูง นกกระตั้วที่อยู่ตามธรรมชาติจะมีอายุขัยเพียง 20-30 ปีเท่านั้น แต่นกกระตั้วที่มนุษย์นำมาเลี้ยงจะมีอายุยืนถึง 60-80 ปี

ลักษณะทางกายภาพ

นกกระตั้วเป็นนกที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลำตัวยาว 30-60 เซนติเมตร (12-24 นิ้ว) หนัก 300-1,200 กรัม (0.66-2.6 ปอนด์) มีหงอนบนหัวที่สามารถหุบและแผ่ได้ จะงอยปากสีดำใหญ่เหมือนคีม มีความคมและแรงกัดมหาศาล เท้าแต่ละข้างมีนิ้ว 4 นิ้ว ยาวและมีเล็บแหลม สามารถเกาะและปีนป่ายได้ดี

การเลี้ยงนกกระตั้วในประเทศไทย

        นกกระตั้วที่นิยมเลี้ยงในประเทศไทยคือ นกกระตั้วมอลลัคคัน (Cacatua moluccensis), นกกระตั้วอัมเบรลล่า (C pastinator) และ นกกระตั้วซัลเฟอร์เครสต์ (C. galerita) โดยมีราคาสูงหลักหมื่นบาท นกกระตั้วที่มนุษย์เลี้ยงโดยป้อนอาหารให้กับมือจะมีความเชื่องมากกว่านกที่ปล่อยให้แม่นกป้อนอาหารเองมาก และจะขายได้ราคาสูงกว่าด้วย นกกระตั้วเป็นนกที่มีนิสัยชอบร้องเสียงดัง ผู้อยู่อพาร์ทเมนท์ไม่ควรเลี้ยงอย่างเด็ดขาด นกกระตั้วมีนิสัยติดและหวงเจ้าของ จำเป็นต้องดูแลเอาใจใส่และมีเวลาให้กับนกกระตั้วมาก ๆ หากปล่อยนกไว้ไม่มีใครสนใจจะทำให้นกกระตั้วหงุดหงิดและทำลายข้าวของ, ทำร้ายตัวเอง (กัดขาตัวเอง), ทำร้ายผู้คนที่เข้ามาใกล้ นกกระตั้วที่ผูกพันกับเจ้าของมากเกินไปอาจจะทำให้ไม่ยอมมีคู่และไม่ยอมผสมพันธุ์ได้












อ้างอิง : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%A7

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2558

นกเลิฟเบิร์ด


นกเลิฟเบิร์ด



นกเลิฟเบิร์ด (อังกฤษLovebird) เป็นสกุลของนกปากขอ หรือนกแก้วขนาดเล็กสกุลหนึ่ง ใช้ชื่อสกุลว่า Agapornis (มาจากภาษากรีกคำว่า αγάπη หมายถึง "รัก" และคำว่า όρνις หมายถึง "นก")
นกเลิฟเบิร์ดเป็นนกปากขอขนาดเล็ก ที่มีสีสันสดใส มีความยาวเต็มที่ประมาณ 5-6 นิ้ว โดยมีถิ่นกำเนิดในทวีปอัฟริกาฝั่งตะวันออก และเกาะมาดากัสการ์ซึ่งเป็นแถบที่อบอุ่นถึงค่อนข้างร้อน มีอายุขัยประมาณ 10-15 ปี นกเลิฟเบิร์ดมีพฤติกรรมอยู่รวมกันเป็นฝูง เมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์และเลือกคู่ได้แล้วจะอยู่กับคู่ของตัวเองไปตราบจนตาย อันเป็นที่มาของชื่อสามัญ
นกเลิฟเบิร์ดก็เหมือนกับนกในอันดับนี้ส่วนใหญ่ ที่นิยมเลี้ยงกันเป็นสัตว์เลี้ยง ประวัติของการเลี้ยงนกเลิฟเบิร์ด ในสมัยแรกเริ่มคือช่วงปี ค.ศ. 1840 นกเลิฟเบิร์ดถูกเรียกว่า "Little parrot" (นกแก้วเล็ก) ตามประวัติกล่าวว่าชาวแอฟริกันเป็นผู้นำเข้าไปแพร่หลายในทวีปยุโรป และด้วยเอกลักษณ์ของนกสกุลนี้ก็คือ ชอบอยู่เป็นคู่ และจะดูแลกันและกันเป็นอย่างดี จึงได้รับการเรียกขานว่านกเลิฟเบิร์ดในที่สุด
ต่อมา นกเลิฟเบิร์ดก็แพร่ขยายไปในสหรัฐอเมริกาในศตวรรษที่ 60 เมื่อมีการได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จึงเกิดการเพาะขยายพันธุ์อย่างกว้างขวางจนเกิดการกลายพันธุ์ เป็นสายพันธุ์ใหม่ ๆ ขึ้นมา จนในช่วงศตวรรษที่ 80 การเลี้ยงนกเลิฟเบิร์ดมีจุดมุ่งหมายก็เพื่อให้ได้สีสันใหม่ ๆ ที่สวยงามขึ้น และเป็นการพัฒนาสายพันธุ์ รวมทั้งมีการผสมกับนกสายพันธุ์อื่น ๆ อีกด้วยจนปัจจุบันนกเลิฟเบิร์ด ได้กลายเป็นสัตว์เลี้ยงที่มนุษย์รู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดี
อย่างไรก็ดี ตามการเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง ได้มีการแบ่งนกเลิฟเบิร์ดออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลุ่มที่ไม่มีขอบตา และกลุ่มที่มีขอบตา ในประเทศไทยสามารถเพาะขยายพันธุ์นกเลิฟเบิร์ดได้ตลอดทั้งปี










อ้างอิงจาก : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%9F%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%94

วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

นกแก้วฟอฟัส

นกแก้วฟอพัส




ประวัตินกแก้วฟอพัส

นกเป็นสัตว์ปีกชนิดหนึ่งที่มนุษย์ทั่วโลกนำมาเพาะเลี้ยง เพื่อเสริมสร้างความสุขให้กับชีวิตมาเป็นเวลานานแล้วจนบางประเทศใช้นกเป็น สัญลักษณ์ของประเทศก็มี มนุษย์มีความพยายามอย่างสูงมากเพื่อที่จะนำนกต่างๆมาเลี้ยงเป็นเพื่อนและ เพาะขยายพันธุ์ให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น รวมถึงมีการพัฒนาโครงสร้าง สายพันธุ์ สีสัน ให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นกว่าที่มีอยู่ในธรรมชาติ
นกฟอพัสเป็นนกแก้ว(นกตระกูลปากขอ)ชนิดหนึ่งที่มีขนาดเล็ก ที่สุด (parrotlet) ซึ่งจัดอยู่ในประเภทนกสวยงาม สามารถพัฒนาสีสันได้เพิ่มมากขึ้น ไม่ส่งเสียงดัง นกฟอพัสเป็นนกที่ถูกจัดให้ขึ้นบัญชีไซเตสประเภท 2 ปัจจุบัน สามารถจำแนกออกได้ทั้งหมด 8 สายพันธุ์ คือ

1.       Yellow-face parrotlet (Forpus xanthops) มี ขนาดความยาว 15 ซม. เป็นสาย พันธุ์เดียวที่มีขนาดความยาวมากที่สุด มีถิ่นกำเนิดในประเทศเปรู
2.       Maxican parrotlet (Forpus cyanopygius, Forpus c. insularis) มีขนาดความยาว 13 ซม. มีถิ่นกำเนิดในประเทศแมกซิโก
3.       Green-rumped parrotlet (Forpus passerinus, Forpus p. viridissimus, Forpus p. deliciosus) มีขนาดความยาว 12 ซม. มีถิ่นกำเนิดในประเทศฝรั่งเศส
4.       Blue-winged parrotlet (Forpus xanthopterygius, Forpus x. flavissimus, Forpus x. flavescens) มีขนาดความยาว 12 ซม. มีถิ่นกำเนิดในประเทศอาเจนติ น่า บราซิล
5.       Spectacied parrotlet (Forpus conspicillatus, Forpus c. caucae) มีขนาดความยาว 13 ซม. มีถิ่นกำเนิดในประเทศปานามา
6.       Turqoise-rumped parrotlet (Forpus spengeli) มีขนาดความยาว 12 ซม. มีถิ่นกำเนิดในประเทศโคลัมเบีย
7.       Sclaters parrotlet (Forpus sclateri) มีขนาดความยาว 12 ซม. มีถิ่นกำเนิดในประเทศบราซิล
8.       Pacific parrotlet (Forpus coelestis) มี ขนาดความยาว 13 ซม. มีถิ่น กำเนิดในประเทศเปรู


นกแก้วฟอฟัส

วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2558

นกแก้วมาคอร์


นกแก้วมาคอว์





นกแก้วมาคอว์ (อังกฤษ : Macaw) เป็นสัตว์ปีกอยู่ในวงศ์ Psittacidae มาคอว์จัดเป็นนกในตระกูลปากขอที่มีขนาดใหญ่ นิยมเลี้ยงกันมากเนื่องจากมีสีสันที่สวยงาม เชื่อง และสามารถพูดเลียนเสียงคนได้
มาคอว์ถือเป็นนกแก้วที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีถิ่นกำเนิดในเม็กซิโกและอเมริกาใต้ มีสีสันสวยงาม มีเสียงร้องที่ดังมากจงอยปากจะใหญ่เป็นพิเศษ เหนือปากด้านบนจะมีสีขาวเส้นเล็กๆ คาดระหว่างปากกับหัว บนหัวมีขนสีเขียวสดและสีฟ้า ดวงตามีขนเป็นลายเส้นดำ 4-5 เส้น ขนบริเวณคอจนถึงหน้าอกเป็นสีเหลืองเข้มและขนหางมีสีแดงสด ขาสั้นใหญ่ แข็งแรง ขนที่ปีกบางทีก็เป็นสีฟ้าและสีเหลืองหรือสีเขียวเหลือง ขนาดของนกแก้วมาคอว์มีขนาดตั้งแต่ 32-35 นิ้ว
อาหารของมาคอว์คือ ผลไม้และเมล็ดธัญพืช ชอบอยู่กันเป็นฝูงขนาดใหญ่ ในฤดูผสมพันธุ์จะจับคู่กันแบบคู่ใครคู่มัน และไปสร้างรังตามต้นไม้ใหญ่เพื่อวางไข่ วางไข่ครั้งละ 3-4 ฟอง ใช้เวลาฟักไข่ 30-35 วัน ขนของลูกนกจะขึ้นหลังจาก 3 สัปดาห์และขึ้นจนเต็มตัวและมีสีสันสวยงาม ลูกนกจะแข็งแรงเต็มที่เมื่ออายุสามเดือน ในระหว่างที่ยังเล็กต้องอาศัยอาหารจากแม่นกที่นำมาป้อน โดยจะใช้ปากจิกกินอาหารจากปากแม่ของมันจนกระทั่งลูกนกสามารถช่วยตนเองได้ และในที่สุดมันก็จะบินและหาอาหารเองโดยไม่ต้องอาศัยพ่อแม่อีกต่อไป


การเลี้ยง

มาคอว์จัดเป็นนกที่สามารถฝึกให้เชื่อง เป็นนกที่มีความจำดีและมีความพยาบาทรุนแรง ดุร้าย น่ากลัวมากเท่ากับความอ่อนโยนอ่อนน้อมน่ารักชวนให้ปราณีของมัน โดยอุปนิสัยแล้วมาคอว์เป็นนกที่ชอบสะอาด หากผู้เลี้ยงอาบน้ำให้มันเป็นประจำ มาคอว์จะมีความสุขมาก ดังนั้นผู้เลี้ยงควรใช้น้ำจากฝักบัวรดให้นกได้อาบน้ำบ่อยครั้ง ในฤดูฝนควรอาบน้ำให้ในกลางแจ้ง เพื่อให้นกได้อาบน้ำฝนบ้าง แล้วควรนำนกมาไว้ในที่มีแดดดอนๆ และอากาศบริสุทธิ์ มาคอว์เป็นนกที่ไม่ชอบอยู่โดดเดี่ยวเช่นเดียวกับนกแก้วชนิดอื่นๆ
มาคอว์ที่ได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดีจะสนิทสนมกับผู้เลี้ยง หากผู้เลี้ยงห่างเหินมาคอว์จะโศรกเศร้าแสดงอารมณ์ออกมาอย่างชัดเจน ดังนั้นคนที่เลี้ยงมาคอว์ควรจะให้ความสนใจและดูแลอย่างใกล้ชิด มาคอว์เป็นนกที่มีขนาดใหญ่มาก มีปากที่แหลมคม ประสาทตาไวมาก มีความฉลาดและน่ารักในตัวของมันเอง เป็นนกที่เชื่องมาก หากเจ้าของเอาใจใส่มัน มันก็จะรักเราเหมือนที่เรารักมัน สามารถสอนให้เล่นจักรยาน สอนกิจกรรมต่างๆ ได้แต่ต้องหมั่นฝึกฝนจึงจะเป็น





การจำแนกชนิดตามชื่อและสี

มาคอว์สามารถจำแนกชนิดตามชื่อและสีได้ 9 ชนิดดังนี้
  1. Red and Yellow Macaw (เรด-แอนด์-เยลโล่-มาคอว์) มีสีแดงแกมเหลือง ถิ่นอาศัยดั้งเดิมเข้าใจว่าคือ อเมริกา ลำตัวยาวประมาณ 36 นิ้ว ลำตัวสีแดงสด ปีกและหางสีน้ำเงินเขียว แก้มสีขาวและส้ม เพศเมียจะมีขนาดเล็กกว่า สีแดงบนกระม่อนจะอ่อนกว่าตัวผู้ ราคาแพง
  2. Red and Blue Macaw (เรด-แอนด์-บลู-มาคอว์) มีสีแดงแกมน้ำเงิน ถิ่นอาศัยดั้งเดิมมาจากอเมริกาใต้ ลำตัวยาวประมาณ 3 ฟุต มีสีฟ้าประปรายทั่วร่างกาย จงอยปากสีดำ เป็นมาคอว์ที่ได้รับความนิยมปานกลาง
  3. Blue and Yellow Macaw (บลู-แอนด์-เยลโล่-มาคอว์) มีสีน้ำเงินแกมเหลือง ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในทวีปอเมริกา คอหอยมีสีฟ้าแกมเขียว อกสีเหลืองสด เป็นมาคอว์ที่มีความนิยมสูงในประเทศไทย ลำตัวยาวประมาณ 3 ฟุต
  4. Brazil Macaw (บราซิล-มาคอว์) มีถิ่นกำเนิดในประเทศบราซิล ลำตัวมีสีเขียวสดข้างแก้มมีสีเหลือง จงอยปากสีดำ ในประเทศไทยราคาไม่สูงมากนัก
  5. Severe Macaw (เซเวอร์-มาคอว์) มีลำตัวสีเขียวเข้มจัดกว่ามาคอว์ชนิดอื่น บนหัวมีสีน้ำตาลและฟ้า เป็นมาคอว์ขนาดเล็ก ลำตัวยาวประมาณ 20 นิ้ว
  6. Lear's Macaw (เลอ-มาคอว์) เป็นนกแก้วสีฟ้าทึมๆ เป็นมาคอว์ขนาดกลาง ลำตัวยาวประเมาณ 28 นิ้ว
  7. Hyacinthine Macaw (ไฮยาซิน-มาคอว์) มีสีฟ้าอมม่วงเว้นแต่บริเวณข้อพับของปีกจะมีสีเหลือง เป็นมาคอว์ขนาดใหญ่ ลำตัวยาวประมาณ 34 นิ้ว มีราคาซื้อขายที่สูง
  8. Military Macaw (มิลลิแทรี่-มาคอว์) มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "มาคอว์สีกากี" เป็นมาคอว์ขนาดกลาง ลำตัวยาวประมาณ 27 นิ้ว มีสีเขียวอ่อนเคลือบเหลือง หน้าผากสีแดงสด ปีกสีน้ำตาลค่อนไปทางเหลือง สะโพกและหางสีฟ้า
  9. Illiger’s Macaw (อิลลิเชอร์-มาคอว์) มีสีเขียวเข้ม หน้าผาก สะโพกและใต้ท้องมีสีแดงสด มีขนสีน้ำตาลและฟ้าแตะปะปรายทั่วไป เป็นมาคอว์ขนาดเล็ก ลำตัวยาวประมาณ 16 นิ้ว



อ้างอิง

http://th.wikipedia.org/wiki/มาคอว์

นกแก้วโม่ง



นกแก้วโม่ง







นกแก้วโม่ง (Alexandrine Parakeet)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Psittacula eupatria
วงศ์ : Psittacidae
อันดับ : Psittaciforme

           เป็นนกตระกูลนกแก้วขนาดเล็ก - กลาง แต่เป็นนกแก้วขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองไทย
ชื่อสามัญคือ Alexandrine Parakeet โดยชื่อนี้ เป็นการตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแด่ กษัตริย์อเล็กซาน
เดอร์มหาราช เมื่อครั้งยาตราทัพเข้ามาสู่ในทวีปเอเชีย โดยได้นำนกแก้วสายพันธุ์นี้กลับไปยัง
ทวีปยุโรป มีชื่ออื่นๆอีกคือ Greater Rose-ringed Parakeet , Great-billed Parakeet ,
Large Parakeet, Rose-ringed Parakeet


ลักษณะทั่วไป
          แก้วโม่งมีความยาววัดจากหัวถึงปลายหางได้ราว ๕๑ – ๕๘ เซนติเมตร หัวและลำตัวมี
สีเขียว จงอยปากอวบอูม มีลักษณะงุ้มลงมามีขนาดใหญ่สีแดงสด บริเวณหัวไหล่จะมีแถบสีแดง
แต้มอยู่ทั้งสองข้าง นกเพศผู้และเมียสามารถแยกแยะได้เมื่อนกโตเต็มที่ กล่าวคือในเพศผู้จะ
ปรากฏมีแถบขนสีดำและสีชมพูรอบคอที่เรียกกันว่า " Ring Neck" ซึ่งในนกเพศเมียไม่มีเส้นที่
ปรากฏดังกล่าวและเพศเมียจะมีขนาดเล็กกว่า เพศผู้เล็กน้อย ใต้หางสีเหลืองคล้ำใบหน้าและ
ลำคอสีปนเหลือง







ถิ่นอาศัยและอาหาร
          นกแก้วโม่งชอบอยู่อาศัยบริเวณ ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง ป่ารุ่น มีถิ่นกำเนิดแพร่กระจาย
ทั่วไปในแถบทวีปเอเชีย ตั้งแต่ฝั่งตะวันตกและตะวันออกของอัฟกานิสถาน,ไล่ลงไปยังอินเดีย,
อินโดจีน เช่น พม่า หรือ ประเทศไทยฝั่งตะวันตก รวมทั้งยังพบได้ตามหมู่เกาะในทะเลอันดามัน
อาหารของแก้วโม่ง ในธรรมชาติ ประกอบด้วย เมล็ดพืชต่าง ๆ ผลไม้หลากชนิด ใบไม้
อ่อน ฯลฯ การให้อาหารในกรงเลี้ยงสามารถให้อาหารหลักเป็นผลไม้ตามฤดูกาลฤดูกาล
อาทิ ฝรั่ง แอปเปิ้ล มะละกอ กล้วยน้ำหว้า แก้วมังกร ชมพู่เมล็ดพืช อาทิ เมล็ด
ทานตะวัน ฮวยมั๊ว ถั่วลิสงต้ม ถั่วลิสงอบแห้งหรือจะเป็นอาหารผสมเช่นเดียวกับเลิฟเบิร์ดก็ได้





พฤติกรรม , การสืบพันธุ์
          นกแก้วโม่งจัดเป็นนกแก้วที่มีเสียงร้องค่อนข้างดัง หากินอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็ก ๆ นอน
บนต้นไม้เป็นกลุ่มใหญ่ ส่งเสียงร้องกันระงม สามารถพูดได้เมื่อนำมาเลี้ยงให้เชื่อง เวลาบินจะ
บินเป็นฝูงเล็กๆ ๘ – ๑o ตัว ชอบเกาะตามยอดไม้และมักเลือกที่จะทำรังตามโพรงไม้ใหญ่ ๆ
โดยใช้วิธีแทะหรือขุดโพรงไม้จำพวกไม้เนื้ออ่อน หรืออาจเลือกใช้โพรงไม้ที่เก่าต่าง ๆ โดยใน
ฤดูผสมพันธุ์ซึ่งจะแตกต่างกันตามลักษณะสายพันธุ์ย่อย อันเกี่ยวเนื่องกับอุณหภูมิและสภาพทาง
ภูมิศาสตร์ แต่โดยเฉลี่ยจะเริ่มจากเดือนพฤศจิกายน ไปจนถึงราวปลายเมษายน โดยในระหว่าง
ฤดูผสมนี้เพศเมียจะค่อนข้างแสดงอาการดุ และก้าวร้าวมากขึ้น นก แก้วโม่งวางไข่ปีละครั้ง
ครั้งละ ๒ – ๔ ฟอง 





เอกสารอ้างอิง
th.wikipedia.org/wiki/นกแก้วโม่ง